เลขดี

The Desperate Hour ฝ่าวิกฤตวิ่งหนีตาย

The Desperate Hour ฝ่าวิกฤตวิ่งหนีตาย

วิ่งไม่หยุด…อย่าหยุดวิ่ง! หนังเรื่องนี้อาจจะเป็นผลงานหนังที่เหน็ดเหนื่อยที่สุดในอาชีพนักแสดงของเสด็จแม่ “นาโอมิ วัตส์” แล้วก็เป็นไปได้ เพราะนี่คือ “The Desperate Hour” (ฝ่าวิกฤตวิ่งหนีตาย) หนังระทึกขวัญที่มีพร้อมกับกิมมิกการเล่าเรื่องในสไตล์สแตนอะโลนของนักแสดงนำเพียงหนึ่งเดียว เปรียบเสมือนพาผู้ชมขี่หลังวิ่งไปด้วยตลอดทั้งเรื่องกับสถานการณ์ที่บับคั้นขึ้นจับใจ

The Desperate Hour เล่าเรื่องราว 84 นาทีสุดระทึก เมื่อ เอมี่ คาร์ กำลังวิ่งจ็อกกิ้งตอนเช้าในป่าลึก จู่ๆ เธอได้รับแจ้งข่าวร้ายว่าเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนมัธยม ที่ โนอาร์ ลูกชายวัยรุ่นสุดที่รักของเธอเรียนอยู่ และกำลังอยู่ในอันตรายสุดๆ เธอจึงต้องออกวิ่งบนระยะทางห่างจากเมืองหลายไมล์ด้วยความวิตกกังวลขั้นสุดเพื่อช่วยเหลือลูกของเธอ โดยมีเพียงโทรศัพท์ที่ใกล้จะแบตหมดเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเธอ

The Desperate Hour ฝ่าวิกฤตวิ่งหนีตาย

ก็คงต้องบอกว่า The Desperate Hour เป็นหนังที่ดูได้สนุกไม่ยากเลย อีกทั้งสกิลขั้นเทพของ นาโอมิ วัตส์ ก็แทบไม่ต้องระแคะระคายใดๆ เลย เพราะเธอก็คือนักแสดงที่ยอดเยี่ยมและแบกรับหนังทั้งเรื่องนี้เอาไว้เพียงคนเดียวได้สบายๆ อยู่แล้ว มาดูในองค์ประกอบอื่นๆ ของหนังดีกว่า คงต้องชื่นชมสักหน่อยกับการเลือกวิธีเล่าเรื่องในสไตล์นี้ ที่เป็นการจดจ่ออยู่กับบุคคลเดียวในสถานการณ์คับขัน ที่การใช้วิธีนี้ค่อนข้างสุ่มเสี่ยง ไม่ปังก็คือพังไปเลย

หนังแนวๆ นี้ที่เราเคยได้เห็นล่าสุดก็น่าจะเป็น “The Guilty” ที่ เจค จิลเลนฮาลล์ แสดงเอาไว้เมื่อปีที่แล้ว เรื่องนั้นก็ต้องยกความดีความชอบให้กับเจค ที่แสดงได้กัดกินใจในทุกส่วนประกอบ แต่ใน The Desperate Hour เป็นผลงานของนักสร้างหนังรุ่นเก๋า “ฟิลลิป นอยซ์” ที่ในยุคหลังๆ ผลงานของเขาก็ค่อนข้างเป๋ไปหน่อย หนังใช้สูตรคล้ายๆ กัน แต่มีกลิ่นอายเหมือนกับเรื่อง “Buried” ของ ไรอัน เรย์โนลด์ส มากกว่า

ประเด็นในหนังสามารถบีบคั้นเร้าใจคนดูได้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ข้อจำกัดในการใช้วิธีเล่าเรื่องเช่นนี้ บางมุมก็ทำให้คนดูรู้สึกลุ้นตามอย่างจดจ่อ แต่ในอีกมุมก็ทำให้รู้สึกว่าเป็นมุมมองหนังที่น่าอึดอีด หากเล่าขยายมุมมองมากกว่านี้ก็น่าจะประทับใจได้อีกแบบเช่นกัน ตลอดเวลา 84 นาทีของหนังก็คือโฟกัสอยู่ที่ นาโอมิ วัตส์ ได้สัก 80 นาทีได้แล้ว คุณจะไม่ได้เห็นอะไร นอกจากนาโอมิวิ่งๆ และวิ่ง พร้อมกับคุยโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ

The Desperate Hour ฝ่าวิกฤตวิ่งหนีตาย

หนังหยิบเอาไว้ประเด็นเหตุการกราดยิงภายในโรงเรียนที่เป็นปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอเมริกามาใส่เอาไว้ในเรื่องนี้ โดยให้คนดูรับรู้ข่าวสารข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ ผ่านจากตัวละครหลักตัวเดียวเท่านั้น เป็นกิมมิกที่น่าสนใจ แต่ก็ยังไม่ได้น่าประทับใจถึงขั้นร้องว้าวอะไรขนาดนั้น ประเด็นที่ค่อนข้างขึงขังและแข็งแรง แต่ในท้ายที่สุดแล้วก็ยังถ่ายทอดออกมาได้ไม่สุดทางสักเท่าไหร่

ต้องขอบคุณพลังการแสดงและความเป็นมืออาชีพของ นาโอมิ วัตส์ โดยแท้ ที่สามารถประคองหนังเรื่องนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง แม้ว่านี่จะไม่ใช่ผลงานที่น่าประทับใจในเครดิตการแสดงของเธอเลยก็ตาม แต่การรับหน้าที่แบกเดี่ยวหนังทั้งเรื่องอย่างโดดเดี่ยวในครั้งนี้ของเธอ ก็ถือว่าสอบผ่านไปได้เลย ถึงโดยภาพรวมแล้ว The Desperate Hour จะยังค่อนข้างเป็นหนังที่อยู่ในเซฟโซนเป็นสูตรสำเร็จ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่อย่างน้อยๆ ก็มีเนื้อหาที่ระทึกใจส่งถึงคนดูได้ดี ถึงจะแค่มุมมองเดียวก็ตามเถอะ

ตัวอย่างหนัง The Desperate Hour ฝ่าวิกฤตวิ่งหนีตาย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *